สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

การพัฒนาควรเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง

โดย....ศาตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ  วะสี

     วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ผลของการศึกษาแบบปัจจุบัน คนทั้งหมดรวมทั้งมหาวิทยาลัยด้วยเกือบไม่เข้าใจเลยว่าวัฒนธรรมคืออะไร  เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมก็มักคิดถึงการร้องรำทำเพลงและศิลปวัตถุ ทำให้คำว่าวัฒนธรรมไม่มีพลังขับเคลื่อนทางปัญญาและการพัฒนา

     วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ

     โปรดสังเกตคำว่า  ร่วมกัน และ สิ่งแวดล้อม

     สัตว์อยู่ร่วมกันเป็นฝูง เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้อยู่รอดมากกว่าอยู่เดี่ยวๆ หมาไนอยู่ในฝูงทำให้ล่าเหยื่อตัวที่ใหญ่กว่ามันได้ คนก็ค้นพบเช่นเดียวกันว่า ถ้าอยู่เป็นฝูงหรืออยู่ร่วมกันหรือวิถีชีวิตร่วมกันจึงเป็นธรรมชาติของคนมาตั้งแต่เริ่มต้น  ทีนี้กลุ่มชนอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น อยู่ในแอฟริกา อยู่ในขั้วโลก อยู่ในเขตหนาว อยู่ในเขตร้อน อยู่ในทะเลทราย อยู่ในที่ลุ่ม อยู่ในที่ดอน อยู่ริมทะเล ฯลฯ  ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไรๆ มนุษย์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆก็จะต้องเรียนรู้ให้อยู่รอดได้ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ

     วิถีชีวิตร่วมกันในสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ จึงไม่เหมือนกัน

     ฉะนั้นวัฒนธรรมในแต่ละแห่งจึงไม่เหมือนกัน เรียกว่า หลากหลายทางวัฒนธรรม คำที่เป็นกุญแจคือความหลากหลาย ความหลากหลายทำให้อยู่รอด เพราะความหลากหลายทำให้เกิดความสอดคล้อง คนเอสกิโมจะไม่มีวิถีชีวิตแบบคนในทะเลทราย หรือคนในทะเลทรายจะไม่มีวิถีชีวิตแบบคนเอสกิโม ย่อมไม่สอดคล้องและทำให้อยู่รอดไม่ได้

     ความหลากหลายทำให้งามและทำให้อยู่รอด ถ้าทั้งโลกมีต้นไม้หรือดอกไม้ชนิดเดียวคงจะไม่งามและจะสูญพันธุ์ได้ง่าย ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเป็นความงามและช่วยให้อยู่รอด เพราะมีความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่าวิถีชีวิตร่วมกันนั้น กินความกว้างขวางครอบคลุมเชื่อมโยงมาก

     การมีความเชื่อร่วมกัน ความเชื่อร่วมกันก็เป็นวัฒนธรรม ระบบคุณค่าร่วมกัน เช่น คนไทยพุทธมีพุทธศาสนาเป็นความเชื่อร่วมกัน พุทธศาสนานอกจากเป็นศาสนาแล้วมีสถานะเป็นวัฒนธรรมด้วย อิสลามเป็นวัฒนธรรมของมุสลิม

     การทำมาหากินที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ทำกันมานานจนชำนาญ ก็เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชน ในวัฒนธรรมจึงมีเศรษฐกิจแต่เป็นเศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรมอันเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเรื่องอื่นๆ

     ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย ที่อยู่อาศัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุนทรียกรรมและศิลปะต่างๆ ก็เป็นวัฒนธรรม การดูแลรักษาสุขภาพที่สืบต่อกันมา เช่น การแพทย์แผนไทยก็เป็นวัฒฯธรรมไทย ฯลฯ

     วัฒนธรรมจึงเชื่อมโยงองค์ประกอบของวิถีชีวิตทั้งหมดเข้ามาอย่างบูรณาการ ซึ่งรวมทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เมื่อเชื่อมโยงเป็นบูรณาการก็เกิดความสมดุล เมื่อสมสดุลก็มีความเป็นปกติและยั่งยืน ฉะนั้นชุมชนที่อยู่ร่วมกันด้วยวัฒนธรรมจึงมีความยั่งยืนมานับพันปี ต่างจากการพัฒนาที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ซึ่งภายในเวลาสั้นๆ นำไปสู่การแตกสลายของสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและจิตใจ เพราะเศรษฐกิจเป็นการแยกส่วน ถ้าเอาแต่เงินเป็นตัวตั้งก็จะทำลายองค์ประกอบอื่นๆ และเกิดวิกฤตการณ์ดังที่กล่าวมาตอนต้น

     การพัฒนาจึงควรเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง

     ไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่พัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น ทุกจังหวัดเป็นบริวารของกรุงเทพฯ กรุงเทพฯเป็นบริวารของยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น  แต่ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ไม่มีใครเหนือใคร ทุกชุมชนท้องถิ่นและประเทศต่างมีวัฒนธรรมเป็นของตน ซึ่งแตกต่างหลากหลายกันไป ทุกแห่งมีอัตลักษณ์และมีศักดิ์ศรีของตนเอง การพัฒนาโดยเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งจึงเป็นการกระจายอำนาจและศักดิ์ศรี เปิดให้มีทางออกของชุมชนและท้องถิ่น ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นต้วตั้งจะเกิดการรวมศูนย์อำนาจตามความเข้มข้นของเงิน และทำให้เกิดความเครียดในระบบ

     ความรู้ของมนุษย์มาจาก ๒ ทางใหญ่ๆ คือ ทางวิทยาศาสตร์และทางวัฒนธรรม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างที่รู้จักกันเพิ่งมีมาประมาณ ๔๐๐ ปี แต่ควา่มรู้ทางวัฒนธรรมมีมาเนิ่นนานก่อนหน้านั้น คือ ตั้งแต่มีมนุษย์มา มนุษย์ก็ค่อยๆเรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว เช่นว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ประดิษฐ์ถ้อยคำ ข้าวของเครื่องใช้และวิถีดำรงชีวิตต่างๆ ผ่านการกลั่นกรองลองใช้ สะสมเพิ่มพูนและถ่ายทอดกันมา

     ความรู้ทางวัฒนธรรมที่บางครั้งเราเรียกว่า ภูมิปัญญา ภูมิ แปลว่า แผ่นดิน ปัญญาที่ติดแผ่นดินมีความหมายว่า ในแผ่นดินหรือสิ่งแวดล้อมแต่ละแห่ง ซึ่งไม่เหมือนกัน มนุษย์ต้องสร้างปัญญาที่เหมาะสมจะอยู่ได้ในภูมิหรือสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ซึ่งก็คือความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั่นเอง บางครั้งก็พูดถึง ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึงวัฒนธรรมราษฎร์ วัฒนธรรมมีทั้งวัฒนธรรมราษฎร์และวัฒนธรรมหลวง เรามักจะรู้จักแต่วัฒนธรรมหลวง แต่ไม่รู้จักวัฒนธรรมราษฎร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคม จึงทำให้พัฒนาไม่ถูกทาง อีกชื่อหนึ่งของความรู้ทางวัฒนธรรม คือ ความรู้ดั้งเดิม (traditional knowledge) เพราะมีการถ่ายทอดกันมาแต่ดั้งเดิม ธรรมชาติสร้างสรรค์สรรพชีวิตนานาพันธุ์เป็นความหลากหลายทางชีวภาพฉันใด มนุษย์ก็สร้างความรู้ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายขึ้นมาฉันนั้น ความรู้ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นมาจึงมีคุณค่าเช่นเดียวกับสรรพชีวิต  แต่การเรียนรู้โดยการเอาตำราเป็นตัวตั้งจะทำให้ความรู้ดั้งเดิมสูญพันธุ์ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความรู้ดั้งเดิมไม่ได้อยู่ในตำราหรือเรียนรู้จากตำราไม่ได้ แต่อยู่ในการปฏิบัติในวิถีชีวิต  ความรู้ดั้งเดิมเมื่อสูญไปก็จะไม่กลับมาอีก เช่นเดียวกับการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ การสูญเสียความรู้ดั้งเดิมจึงเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ การเรียนรู้จึงควรเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม การเรียนรู้อย่างอื่นก็มามารถเรียนรู้ได้ทุกชนิดจากทั่วโลกตามความชอบและความจำเป็น แต่ต้องมีฐานอยู่ในวัฒนธรรม การเรียนรู้นั้นๆจึงเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่แยกส่วนหลุดลอยหรือทำร้ายการอยู่ร่วมกันหรือวัฒนธรรม

     ตามที่อธิบายมาจะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมคือรากของสังคม เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ต้องมีรากที่จะยึดต้นไม้ให้มั่นคงและดูดซึมปุ๋ยจากดิน สังคมก็ต้องมีราก เพื่อความมั่นคงและเพื่อดูดซึมประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมนั้นๆ รากของสังคมคือวัฒนธรรม การตัดรากต้นไม้เกิดผลร้ายฉันใด การพัฒนาโดยตัดรากทางวัฒนธรรมก็เกิดผลร้ายต่อสังคมฉันนั้น

view